06 November 2006

06 ขโมย

นํ้าลดลงแล้ว
เหลือเพียงคราบสกปรกแปดเปื้อนตรงนั้น ตรงนี้
สุดคะเนยืนหันหน้าออกระเบียง มองสิ่งต่างๆ ด้วยดวงตาเงียบงัน

พี่ดาวกลับไปแล้ว ไม่มีน้ำตาอีกที่ป้ายรถเมล์
ฝนแห้งเหือดแต่ท้องฟ้ายังฉ่ำ
เมื่อส่งคนรัก(ใช่หรือ?)เสร็จแล้ว เด็กสาวก็เดินกลับบ้านลำพัง

กระต่ายและเค็นไปเรียนตามปกติ
คนห้องอื่นไปทำงาน ตึกสองชั้นที่มีเพียงแปดห้องอยู่ในความเงียบสงบ
เสียงลมพัดใบมะพร้าวมาเป็นครั้งคราว หัวใจสุดคะเนยังคงสับสน

ยืนคิดครู่หนึ่ง เด็กสาวก็หันหลังเข้าห้อง หยิบหนังสือบางเล่มพลิกดู
ในเวลาจิตใจเศร้าหมองเธอมักจะหาถ้อยคำดีๆ
มาชุบชูจิตใจ(ทำไมเธอยังเชื่อใน "คำ")

สายตาปะทะซองจดหมายสีน้ำตาลฉบับหนึ่ง

"มีจดหมายอีกฉบับด้วย เค็นรับให้ อยู่ในตะกร้า"
คำพูดของเค็นแว่วมา เธอลืมเสียสนิท

สุดคะเนหยิบซองจดหมายลงไปนั่งพิงผนังห้อง ลายมือบนหน้าซองไม่คุ้นตา
เขียนมาแค่ว่า "ถึงคุณสุดคะเน" ตามด้วยที่อยู่แห่งนี้

ใครกันหรือ...สุดคะเนฉีกซองช้าๆ



[นนทบุรี...

สุดคะเน...ใช่ไหมจ๊ะ

เธออาจจะรู้สึกเคยชินกับการได้รับจดหมายจากคนที่เธอไม่รู้จัก
พูดอีกอย่างคือ คนเขียนหนังสืออย่างคะเน
คงไม่แปลกใจกับการได้รับจดหมายจากคนอ่านที่ชื่นชอบงานของเธอ

ฉันก็คงไม่แตกต่างจากใครอื่น หรือหากจะแตกต่างก็คงเป็นตรงที่ว่า
ฉันไม่เคยรู้เลยว่า เวลาที่ผ่านมา เธอทำอะไรอยู่ที่ไหนบ้าง
เธอเขียนหนังสือกี่เล่ม และหนังสือเหล่านั้นชื่ออะไรบ้าง
ฉันแทบไม่รู้อะไรเลย นอกจากว่า เธอคือสุดคะเน

คนที่ฉันรู้จักเพียงชื่อเมื่อปี 2 ปีก่อน คนที่ฉันแอบหลงรักตัวหนังสือของเขา
อยากส่งจดหมาย อยากแนบใบหญ้าไปทักทาย และบอกว่าฉันดีใจที่ได้พบเขา

แต่ฉันกลับปล่อยให้เวลาผ่านไปเงียบๆ ปล่อยให้ใบไม้ผลัดใบไม่รู้จักกี่ฤดู
ปล่อยให้ลมแห่งชีวิตพัดพาความฝันปลิวหายไป
เหลือแต่ความจริงที่ต้องกระเสือกกระสนต่อสู้

จนกระทั่งวันหนึ่ง
ที่ฉันมีภาระรับผิดชอบมากมาย ต้องเป็น "ผู้ใหญ่" เต็มตัวตามภาวะทางสังคม
ฉันก็ได้พบกับเธออีก

ฉันจึงได้รู้ว่าความฝันที่หนีหายไปนานแสนนานกลับมาแล้ว...
แม้ว่าแววตาของฉันจะไม่ได้สดใสแวววาวเช่นวันก่อน
หากแทนที่ด้วยริ้วรอยแห่งชีวิตที่กร้าวมากขึ้นก็ตาม

บางสิ่งบางอย่างในชีวิตของเรา ผ่านมาเพียงเพื่อผ่านไป
แต่หลายครั้งที่เราไม่ปรารถนาให้มันจากไป

หากเธอยังไม่รีบไปทำอะไรที่ไหน นั่งอยู่ตรงนี้ก่อนเถอะ ได้ไหมจ๊ะ ฉันจะเล่าให้ฟัง...]



น่าประหลาดที่จดหมายจากคนแปลกหน้าทำให้รู้สึกผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก

สุดคะเนอ่านต่อไป



[...เช้าวันนี้ฟ้าครึ้มเป็นสีเทาหม่น แต่ฉันได้กลิ่นลมหนาว
กระดิ่งที่แขวนไว้หน้าบ้านส่งเสียงคุยกับลมดังกรุ๋งกริ๋ง

บ้านของฉันอยู่ชานเมือง
เป็นสิ่งหนึ่งที่ได้มาพร้อมกับความเจ็บปวดและกระเสือกกระสนที่ยังไม่จบสิ้นลงง่ายๆ
แถวนี้คงจะกลายเป็นชุมนุมชนในเวลาอีกไม่นาน
ถึงตอนนั้น ฉันคงไม่ได้กลิ่นลมหนาวอีกต่อไป
ด้วยว่ามันคงพ่ายแพ้กลิ่นของความเป็นเมือง
ต้นโมกของฉันคงจะร้องไห้แข่งกับดอกพุดซ้อน...

บ้านหลังเก่าของฉันอยู่ใกล้แม่น้ำสายยาวที่ชื่อเจ้าพระยา
หนังสือแบบเรียนสังคมศึกษาสมัยก่อนเป็นเล่มที่ฉันชอบมาก
เพราะมีเรื่องราวที่เหมือนของฉัน คะเนรู้จักไหม บทที่บอกว่า

...บ้านของฉันเป็นบ้านชั้นเดียว ทำด้วยไม้ ทาสีฟ้า อยู่ริมน้ำ
เราอยู่กันหลายคน มีพ่อ มีแม่ มีพี่มีน้อง และฉัน เราเป็นสุขมาก...
ฉันจำได้ดี แต่เดี๋ยวนี้ฉันไม่มีบ้านสีฟ้าหลังนั้นอีกแล้ว...]

สุดคะเนละสายตาจากเนื้อความในจดหมาย
หัวใจวูบแปลบขึ้นครั้งหนึ่ง...บ้านหรือ...บ้านไม้ริมน้ำ
เธอก็มีนี่นะ เพียงแต่เป็นบ้านสีน้ำตาล
ใต้ถุนสูง ที่เคยมีเด็กชายแก่แดดคนหนึ่งส่งยิ้มตาหยี

มีพ่อ...มีแม่...มีหลายอย่างที่ที่อื่นไม่มี



เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่สุดคะเนฉุกคิดว่า
เธอไม่ได้อยู่เพียงผู้เดียวในโลกใบนี้หรอก

แต่เธอลืมพวกเขาไป...



[ฉันรักแม่น้ำเจ้าพระยา ฉันชอบไปวิ่งเล่นริมน้ำ
รอดูดวงตะวันค่อยๆ ลับลงตรงสะพานข้ามแม่น้ำ
หลังบ้านเก่าฉันเป็นดงกล้วยน้ำว้า เช้าเปิดหน้าต่างหลังบ้านก็เจอใบตองเขียวระบัด
เห็นหัวปลีสีชมพูเข้ม กับเครือสีเหลืองนวลอยู่ตรงนั้นตรงนี้

ฉันเล่นในดงกล้วย มีกล้วยน้ำว้าสุกเป็นขนม
บางวันฉันได้กินแกงส้มหยวกกล้วย ได้กินหัวปลีต้มจิ้มน้ำพริก
ได้ช่วยห่อข้าวต้มมัด เมื่อนึ่งสุกหอมดี ฉันก็มีหน้าที่หิ้วไปแจกเพื่อนบ้าน
แล้วเราก็จะได้กินต้มหรือแกงจากบ้านอื่นๆ ในวันถัดไป

ชีวิตแบบนั้นฉันไม่เคยสัมผัสอีกเลยเมื่อมาอยู่ที่นี่ ฉันไม่อาจกลับไปอีกแล้ว
ฟังเพลงนี้ทีไร ฉันน้ำตาไหลทุกที คิดถึงบ้านเกิดหลังเก่า...

...สายน้ำมิหวนไหลทวนกลับ เหมือนวันเดือนเลื่อนลาลับ มิกลับหวนทวนมาใหม่
ผ่านเลยทั้งสุขทุกข์ระทม ตรม ผิดหวัง สมหวัง เหลือเพียงรอยฝังฤทัย
...จะยื้อยุด ฉุดเวลากลับมาไว้ ไม่มีวัน
...อดีตเยาว์วัยห่างไกลสุดหล้า แม้ความรักเสน่หา ยังลางเลือนตาดุจฝัน
...คนที่เราเคยรักดังดวงจิต คนที่เราเคยแนบชิดสัมพันธ์ ต้องสูญพราก
...ต้องจากกัน ไม่มีวันหวนคืนมา
...โอ้ชีวิตคนเรา เปรียบดุจสายน้ำไหล ล่องลอยผ่านไปตามกาลเวลา...]

กระดาษในมือมีรอยยับเกิดขึ้น เพลงที่ไม่รู้จักแม้ท่วงทำนองกรีดหัวใจล้ำลึก สุดคะเนน้ำตาร่วง

...อดีตเยาว์วัยห่างไกลสุดหล้า แม้ความรักเสน่หา ยังลางเลือนตาดุจฝัน...



"พี่คะเน..."
เสียงเด็กกระต่ายดังมาแต่ไกล ไม่ถึงนาที หางเปียยาวก็กวัดแกว่งหน้าประตู หายใจหอบแฮกๆ


"พี่คะเนขา...อุ้บ!"
กระต่ายตะลึง เมื่อเห็นตาดำสนิทที่เงยขึ้นมีหยดน้ำคลอ ขนตางอนเปียกชุ่ม
นานๆ สักครั้งสุดคะเนจึงจะเปิดประตูห้องกว้างอย่างนี้

ไม่รีรอ กระต่ายกระโดดเข้าหา สองแขนเล็กๆ โอบกอดคนโตกว่า

"โอ๋ๆ อย่าร้องไห้สิคะ บอกกระต่ายมา...ใครทำอะไรให้ ยายแก่คนนั้นใช่มั้ย...อุ้บ!"
กระต่ายปิดปากตัวเองแทบไม่ทัน รีบโยกตัวสุดคะเนไปมา

"อย่าเสียใจเลยนะคะ ดูกระต่ายสิ เสียใจเหมือนกันแต่ก็ทำใจได้..."
สุดคะเนเหลือบตาดูเด็กแก่แดด
แก้มยังมีสีชมพูเปื้อนเหงื่อ คงจากการออกแรงวิ่งขึ้นตึกมา รีบป้ายมือเช็ดน้ำตา

"พี่ไม่เป็นไร" เสียงแข็ง "ปล่อยเถอะ"

"ไม่"

กระต่ายยิ้มกริ่ม จูบแก้มข้างหนึ่งเสียงดัง

"อ่า...ชื่นใจจัง"

สุดคะเนหน้าแดงก่ำ ผลักเด็กสาวออกห่างตัว

"บ้าน่ากระต่าย"

"แน่ะ เขินก็เป็น"
กระต่ายไม่รู้ไม่ชี้ คิ้วเฉียงขมวดนิดหน่อยเมื่อเห็นจดหมายในมือรุ่นพี่

สุดคะเนรู้ทันความสงสัยนั้น รีบเก็บจดหมายเข้าซองทั้งที่ยังอ่านไม่จบ

"ทำไมกลับมาเร็ววันนี้ ไหนว่ามีซ้อมดนตรี"

"ยกเลิกไปแล้ว"
กระต่ายละมือจากคนที่หมายปอง สุดคะเนถอนใจโล่งอก รีบลุกขึ้นหาที่เก็บจดหมาย

ไม่เห็นเลยว่า สายตาของกระต่ายหม่นลงวูบหนึ่ง

"ทำไมล่ะ" สุดคะเนพลิกดูหลังซอง ลายมือไหวๆ เขียนว่า ""I Am the Moon."

"ก็...พี่คะเนไม่ยอมไปดูกระต่ายไง เลยไม่มีกำลังใจ เส้นเสียงอ่อนแรง"

กระต่ายว่าพลางชำเลืองดูอีกฝ่าย เมื่อเห็นสุดคะเนเฉยเมยก็ถอนใจ ดีดตัวลุกบ้าง

"ไปอาบน้ำดีกว่า เผื่อชีวิตจะดีขึ้น"

สุดคะเนหันมาดูเด็กขายาว หัวเราะเบาๆ

"เป็นเด็กก็ดีนะ เปลี่ยนใจง่าย"

"แหงสิ" กระต่ายทำปากยื่น
"ใครจะเหมือนพวกผู้ใหญ่ล่ะ ทำอะไรซับซ้อน
เค็นอีกคน เดี๋ยวนี้มีลับลมคมนัย ไปไหนก็ไม่ค่อยบอก สงสัยแอบมีแฟน"

"อ้าว ก็ดีนี่นา หวงเค้าทำไม"

"ไม่ได้หวง...ก็ทีเรานะ ห้ามโน่นห้ามนี่ ชอบผู้หญิงเหมือนกันก็ระวังไว้บ้าง
สังคมจะมองไม่ดี ทีตัวเองนะ มองผู้ชายลูกตาจะหลุดจากเบ้า!"

"ฮา" สุดคะเนส่ายหน้า เก็บจดหมายสีน้ำตาลลงลิ้นชักโต๊ะเขียนหนังสือ
"...อืม...แล้วกระต่ายไม่สนใจหรือ ถ้าใครจะมอง?"

"ไม่"ตอบชัดถ้อยชัดคำ

"กระต่ายมั่นใจตัวเอง ทำไมล่ะ นี่เรื่องหัวใจเราแท้ๆ" มือเล็กๆ ทาบบนหน้าอกตัวเอง

"ว่าได้ว่าไป ห้ามได้ห้ามไป กระต่ายจะเป็น จะทำ อย่างที่หัวใจบอกเท่านั้น"

เด็กผมเปียหายเข้าห้องข้างๆ ไปแล้ว ...

จะเป็น จะทำ อย่างที่หัวใจบอกเท่านั้น...งั้นหรือ


สุดคะเนลูบแก้มข้างที่โดนขโมยจูบ

ยิ้มจางๆ...




ตีพิมพ์ครั้งแรก
มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 1367 วันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2549

1 comment:

Anonymous said...

จะเป็น จะทำ อย่างที่หัวใจบอก...แม้มันจะทำให้หัวใจเจ็บ